เทคโนโลยี Water Jet ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้อย่างไร?

How to choose the right grade of stainless steel for each industry
เลือกเกรดสแตนเลสอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม
มีนาคม 26, 2025
Stainless steel cutting and forming techniques
เจาะลึกเทคนิคการตัดและขึ้นรูปสแตนเลสสร้างชิ้นงานแบบมืออาชีพ
มีนาคม 26, 2025
How to choose the right grade of stainless steel for each industry
เลือกเกรดสแตนเลสอย่างไรให้เหมาะสมกับการใช้งานในแต่ละอุตสาหกรรม
มีนาคม 26, 2025
Stainless steel cutting and forming techniques
เจาะลึกเทคนิคการตัดและขึ้นรูปสแตนเลสสร้างชิ้นงานแบบมืออาชีพ
มีนาคม 26, 2025

เทคโนโลยี Water Jet เป็นนวัตกรรมการตัดวัสดุด้วยการใช้น้ำที่มีแรงดันสูง ซึ่งช่วยให้เกิดการตัดที่เรียบและแม่นยำ สามารถตัดวัสดุได้หลากหลายประเภท ตอบโจทย์การทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับคุณสมบัติที่สำคัญ หลักการทำงาน และเทคนิคการใช้งานเทคโนโลยี Water Jet อย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการต่อไป 

 

 

คุณสมบัติที่สำคัญของเทคโนโลยี Water Jet

เทคโนโลยี Water Jet มีคุณสมบัติที่สำคัญดังต่อไปนี้ 

1. เป็นการตัดที่ไม่ใช้ความร้อน (Cold Cutting) 

เนื่องจาก Water Jet ใช้แรงดันน้ำสูงในการตัดวัสดุ ซึ่งไม่ทำให้เกิดความร้อนในกระบวนการตัด จึงไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีต่างๆ ได้

2. สามารถตัดวัสดุได้หลากหลายประเภท

เทคโนโลยี Water Jet สามารถรองรับการตัดวัสดุได้หลากหลายชนิด เช่น โลหะ  เหล็ก อะลูมิเนียม สแตนเลส หิน กระจก พลาสติก เป็นต้น โดย ไม่ทำให้วัสดุเกิดความเสียหายจากความร้อน

3. มีความแม่นยำในการตัดสูง 

ทคโนโลยี Water Jet มีความแม่นยำในการตัดสูงมาก สามารถตัดวัสดุรูปทรงที่ซับซ้อนหรือมีรายละเอียดมากได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเสริม และสามารถทำงานกับงานที่มีความซับซ้อนได้อีกด้วย 

4. เป็นการตัดที่สะอาดและไม่มีมลพิษ

กระบวนการตัดด้วย Water Jet เป็นเทคโนโลยีที่ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากไม่มีการปล่อยสารเคมีหรือก๊าซอันตรายระหว่างการตัด 

5. สามารถใช้งานได้ในหลายอุตสาหกรรม

เทคโนโลยี Water Jet สามารถนำไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น การผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร การตัดวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น 

 

หลักการทำงานของเทคโนโลยี Water Jet

การทำงานของเทคโนโลยี Water Jet นั้นอาศัยหลักการที่สำคัญดังนี้

1. การสร้างแรงดันน้ำสูง 

กระบวนการสร้างแรงดันน้ำสูงจะเริ่มต้นจากการปั๊มน้ำผ่านเครื่องปั๊มที่สามารถสร้างแรงดันสูงตั้งแต่ 60,000 ถึง 90,000 PSI (ปอนด์ต่อตารางนิ้ว) ซึ่งแรงดันนี้จะทำให้กระแสน้ำสามารถตัดวัสดุที่แข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. การใช้หัวฉีดน้ำ (Nozzle) 

น้ำที่ถูกปั๊มออกมาจากเครื่องผ่านหัวฉีดน้ำที่มีขนาดรูเล็ก (ประมาณ 0.2 มม.) จะมีความเร็วสูงถึง 3 เท่าของความเร็วเสียง ซึ่งทำให้สามารถตัดวัสดุต่างๆ ได้เป็นอย่างดี 

3. การตัดวัสดุ

เมื่อกระแสน้ำที่มีแรงดันสูงพุ่งออกจากหัวฉีด จะสามารถตัดวัสดุได้หลายประเภท โดยการตัดนี้จะไม่ทำให้วัสดุร้อน เพราะไม่มีการใช้ความร้อนในการตัด 

4. การใช้สารกัดกร่อน (Abrasive Water Jet) 

ในกรณีที่ต้องการตัดวัสดุที่แข็งมาก เช่น โลหะหนา หรือหิน จะมีการเพิ่มสารกัดกร่อน (abrasive) เช่น อลูมิเนียมออกไซด์ (aluminum oxide) หรือ ซิลิก้า (silica) ลงไปในกระแสน้ำเพื่อเพิ่มพลังในการตัดให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น กระแสน้ำที่มีสารกัดกร่อนนี้จะช่วยให้สามารถตัดวัสดุที่มีความแข็งสูงได้

5. การควบคุมและความแม่นยำ 

การควบคุมการเคลื่อนที่ของหัวฉีดน้ำและวัสดุที่ใช้ในการตัดจะถูกควบคุมโดยระบบคอมพิวเตอร์ (CNC – Computer Numerical Control) ซึ่งช่วยให้การตัดมีความแม่นยำสูงมาก รวมถึงสามารถออกแบบรูปทรงที่ซับซ้อนได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือเพิ่มเติม

 

เทคนิคการใช้งานเทคโนโลยี Water Jet ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

การใช้งานเทคโนโลยี Water Jet อย่างถูกต้องและเหมาะสมสามารถช่วยเพิ่มคุณภาพของชิ้นงาน ลดต้นทุน และยืดอายุการใช้งานของเครื่องได้ ซึ่งเทคนิคเบื้องต้นที่จะจะช่วยให้สามารถใช้งาน Water Jet อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั้นประกอบไปด้วย

1. เลือกหัวตัด (Nozzle) ให้เหมาะสม 

หัวตัดเป็นส่วนสำคัญที่มีผลต่อความแม่นยำของการผลิตชิ้นงาน ดังนั้นในการตัดวัสดุประเภทต่างๆ จึงควรเลือกหัวตัดให้เหมาะสม ดังนี้ สำหรับการตัดวัสดุทั่วไป เช่น โลหะ หรือพลาสติก ใช้หัวตัดมาตรฐาน สำหรับวัสดุที่มีความแข็งสูง เช่น หินหรือเซรามิก ควรใช้หัวตัดที่ผสมสารกัดกร่อน (Abrasive Nozzle) นอกจากนี้ยังควรมีการตรวจสอบหัวตัดอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าหัวตัดมีการชำรุด สึกหรอ ควรรีบเปลี่ยนทันที

2. ปรับแรงดันน้ำให้เหมาะสมกับวัสดุ 

ในการตัดวัสดุแต่ละประเภทนั้นจะใช้แรงดันน้ำในการตัดที่แตกต่างกัน สำหรับวัสดุที่เปราะบาง เช่น แก้ว หรือไม้ ควรใช้แรงดันน้ำต่ำเพื่อป้องกันการแตกหัก  เสียหาย ส่วนวัสดุที่มีความแข็ง เช่น โลหะ หรือหิน ควรใช้แรงดันน้ำที่สูงขึ้นเพื่อให้ตัดได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว ซึ่งการปรับแรงดันน้ำให้เหมาะสมกับความหนาของวัสดุนี้ จะช่วยให้ประหยัดพลังงานและลดการสึกหรอของเครื่องได้ 

3. ควบคุมระยะห่างระหว่างหัวตัดกับวัสดุ 

การกำหนดระยะห่างระหว่างหัวตัดที่เหมาะสมช่วยให้การตัดมีความแม่นยำมากขึ้น โดยควรตั้งระยะห่างประมาณ 2-3 มิลลิเมตรจากพื้นผิววัสดุ และควรหลีกเลี่ยงการตั้งหัวตัดใกล้เกินไป เพราะอาจทำให้แรงดันน้ำสะท้อนกลับและลดคุณภาพการตัดลงได้

4. ใช้สารกัดกร่อน (Abrasive) อย่างเหมาะสม

ในการใช้สารกัดกร่อนตัดวัสดุที่มีความแข็ง ควรเลือกใช้สารกัดกร่อนที่มีคุณภาพดีเพื่อลดการอุดตันของหัวตัด และควบคุมปริมาณการใช้สารกัดกร่อนอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังควรจัดเก็บสารกัดกร่อนในพื้นที่แห้งเพื่อป้องกันความชื้นอีกด้วย

5. ใช้ซอฟต์แวร์ CAD/CAM สำหรับการออกแบบชิ้นงาน 

การออกแบบชิ้นงานผ่านซอฟต์แวร์ CAD/CAM ช่วยให้การตัดมีความแม่นยำ ช่วยลดข้อผิดพลาดต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ โดยควรตั้งค่าความเร็วในการตัดตามความซับซ้อนของงานและความหนาของวัสดุที่จะตัดนั้น

6. บำรุงรักษาเครื่อง Water Jet อย่างสม่ำเสมอ 

การบำรุงรักษาเครื่อง Water Jet อย่างเหมาะสมสามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดปัญหาหรือความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวได้ โดยการบำรุงรักษาเครื่อง Water Jet อย่างถูกต้อง สามารถทำได้ดังนี้

  • ทำความสะอาดระบบกรองน้ำและตรวจสอบปั๊มน้ำแรงดันสูงเพื่อป้องกันการสะสมของสิ่งสกปรก
  • ตรวจสอบท่อส่งน้ำและระบบแรงดันเพื่อป้องกันการรั่วไหลที่อาจเกิดขึ้นได้
  • เปลี่ยนอะไหล่ตามรอบการใช้งาน เช่น หัวตัด ปั๊มน้ำ หรือซีล เป็นต้น

 

E.I.S ให้บริการผลิตตามแบบคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยี Water Jet รอยตัดเรียบ ผิวไม่แข็ง รองรับการทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น ยานยนต์ อากาศยาน สถาปัตยกรรม เป็นต้น

 

สรุป

เทคโนโลยี Water Jet เป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นสูงในการใช้งาน สามารถตอบสนองความต้องการของการผลิตในหลายสาขา และช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมด้วยคุณสมบัติที่หลากหลาย และหลักการทำงานที่มีประสิทธิภาพ จึงทำให้เทคโนโลยี Water Jet เป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จในหลากหลายอุตสาหกรรมในปัจจุบัน